ISO 9001

ISO คือ องค์กรอิสระแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า  (International Organization for Standardization – ISO) ซึ่ง ISO ถูกจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2490 ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 162 ประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่ ISO ตั้งอยู่ที่ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการกำหนดมาตรฐานและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง  เพื่อช่วยให้การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเป็นไปโดยสะดวก และช่วยพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านวิชาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ โดยมาตรฐานที่กำหนดจากองค์กรนี้ถือได้ว่าเป็น มาตรฐานระหว่างประเทศ (International Standards)

ISO ก่อตั้งขึ้นในช่วงสงครามโลกที่ได้จบลงใหม่ๆดังนั้นประเทศต่างๆก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากนัก ต่างคนต่างขายของโดยมีระบบมาตรฐานไม่เหมือนกันจนกระทั่งในปี พ.ศ.2521 เยอรมนีเป็นตัวตั้งตัวตีให้ทั่วโลกมีมาตรฐานคุณภาพสินค้าเดียวกันส่วนองค์กรมาตรฐานโลกก็จัดตั้งระบบ ISO/TC176 ขึ้นต่อมาอีก1ปีอังกฤษพัฒนาระบบคุณภาพที่เรียกว่า BS5750 ใช้ในเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ

จากนั้นในปี พ.ศ.2530  ISO จึงจัดวางระบบการบริหารเพื่อการประกันคุณภาพที่สามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบเอกสารหรือที่เรียกว่า อนุกรมมาตรฐาน ISO 9000 เป็นมาตรฐานที่กำหนดใช้ในทุกประเทศทั่วโลก  นอกจากนี้ยังมีอีกอนุกรมหนึ่งคือ ISO 14000 เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมและระบบคุณภาพ

ตัวเลข 9000 เป็นชื่ออนุกรมหนึ่งที่แตกแยกย่อยความเข้มของมาตรฐานงานออกเป็นอีก 3 ระดับ คือ ISO 9001 , ISO 9002 และ ISO 9003 ISO 9000 เป็นแนวทางในการเลือกและกรอบในการเลือกใช้มาตรฐานชุดนี้ให้เหมาะสม  ISO 9001 มีระดับความเข้มมากที่สุด  คือหน่วยงานที่จะได้รับอนุมัติว่ามีระบบคุณภาพมาตรฐานสากลในระดับนี้จะต้องมีรูปแบบลักษณะการทำงานในองค์กรตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ 20 ข้อ โดยมีการกำกับดูแลตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนา การผลิตและการบริการยกตัวอย่างชื่อหัวข้อที่พอจะเข้าใจ เช่น กลวิธีทางสถิติการตรวจสอบการย้อนกลับของผลิตภัณฑ์ การจัดเก็บการเคลื่อนย้าย เป็นต้น  ISO 9002 ก็จะเหลือเพียง 19 ข้อ ดูแลเฉพาะระบบการผลิต การติดตั้งและการบริการ (ตัดกลวิธีทางสถิติออกไป)  ส่วน ISO 9003 เหลือแค่ 16 ข้อดูแลเฉพาะการตรวจสอบขั้นสุดท้าย ISO 9004 เป็นแนวทางในการบริหารระบบคุณภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเป็นต้น

ถ้าอธิบายง่ายๆ ISO 9000 ก็คือการกำหนดมาตรฐานสากลในการจัดระบบงานของหน่วยงานให้ตรงตามที่มาตรฐาน ISO 9000 กำหนดไว้   หน่วยงานที่คิดว่าตนเองจัดรูปแบบได้ตามที่ ISO 9000 กำหนดไว้แล้วจะมีหน่วยงานที่เข้ามาตรวจสอบและออกใบรับรองให้อย่างเป็นทางการ คือ สมอ. หรือ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ 10400โทร. 0-2202-3428 และ 0-2202-3431

อย่างไรก็ตามมีบริษัทต่างชาติที่เข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบและสามารถออกใบรับรองให้ได้ ISO 9001:2000 ไปสู่ ISO 9001: 2008 นั้น ISO และ IAF (International Accreditation Forum) ได้จัดทำแนวทางการดำเนินการเพื่อปรับเปลี่ยน (transition Period) กล่าวคือ

  • องค์กรที่ได้รับการรับรอง ISO 9001: 2000 สามารถขอการรับรองหรือตรวจประเมินเพื่อต่ออายุการรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001: 2000 ได้จนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2552 หรือ 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ ISO ประกาศมาตรฐาน Version ใหม่ ISO 9001: 2008 เริ่มประกาศใช้ ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551           (ค.ศ. 2008)
  • ใบรับรองตามมาตรฐาน ISO 9001: 2000 จะมีอายุการรับรองจนถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553หรือ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ ISO ประกาศมาตรฐาน Version ใหม่ ISO 9001: 2008

ทำไมมาตรฐานISO9001:2008 ต้องกำหนดว่าเป้าหมายต้องมีการจัดทำเป็นเอกสาร  สาเหตุที่เราต้องเขียนเป้าหมายของเราลงไปเป็นลายลักษณ์อักษรมีสองประการ  คือ  ประการแรก การเขียนจะช่วยกำหนดลงไปแน่นอนว่าเราต้องการอะไร   การเขียนเป้าหมายออกมาทำให้เราลืมสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายยาก หรือหายไปได้ยาก ประการที่สอง การเขียนเป้าหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นการพันธะผูกพัน การพยายามเขียนเป้าหมายออกมาเป็นเอกสารหมายถึงการอุทิศตนให้กับเป้าหมายนั้นๆมากขึ้น แทนที่จะเพียงแต่คิดถึง

องค์กรทุกรูปแบบสามารถรับประโยชน์จากการใช้ระบบ ISO 9001 ได้เนื่องจากข้อกำหนดของมาตรฐานนี้มีหลักการบริหาร  8  ประการรองรับอยู่ดังนี้:

  • องค์กรที่มุ่งเน้นเพื่อลูกค้า
  • ความเป็นผู้นำ
  • การมีส่วนร่วมของบุคคล
  • ยืนยันการทำงานเป็นกระบวนการ
  • แนวทางการบริหารอย่างเป็นระบบ
  • การตัดสินใจโดยยึดข้อเท็จจริงเป็นหลัก
  • ความสัมพันธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันกับซัพพลายเออร์
  • การปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะองค์กรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน  ISO  9001 มีดังนี้

  • ระดับที่ 1. ปล่อยปละละเลยต่อปัญหา

เป็นองค์กรที่พบเห็นปัญหาหรือสภาพที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ของเสีย ทำงานผิดพลาด เครื่องจักรบกพร่อง พื้นสกปรก สูญ เปล่าแรงงาน พลังงาน ฯลฯ แต่ทำเป็นไม่เห็น หรือ ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน หรือ ไม่ตอบสนองที่จะแก้ไข

  • ระดับที่ 2. ตอบสนองเมื่อเกิดปัญหา

ใส่ใจต่อปัญหาหรือสภาพที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น เป็นครั้งๆ แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้ อย่างมีประสิทธิผล ปัญหาที่แก้ไขได้มักเป็นเรื่องเล็กๆ และเป็นส่วนน้อย

  • ระดับที่ 3. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นครั้งๆ

ใส่ใจต่อปัญหาหรือสภาพที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่ให้ลุล่วงไปได้ แต่ ขาดความสามารถในการกำหนดมาตรการป้องกันการ เกิดซ้ำ ทำให้ปัญหาต่างๆเหล่านั้นเกิดขึ้นซ้ำซากและ เรื้อรัง

  • ระดับ4. ป้องกันปัญหามิให้เกิดซ้ำ

มีระบบในการเปิดรับหรือค้นพบปัญหาที่ดี มี กระบวนการค้นหาสาเหตุและคิดค้นมาตรการที่ สามารถป้องกันมิให้ปัญหาเกิดซ้ำได้เป็นส่วนใหญ่ มาตรฐานการปฏิบัติงานได้รับการปรับปรุงอย่าง ต่อเนื่องและสามารถป้องกันปัญหาได้

  • ระดับ5. วางแผนเพื่อคุณภาพที่ดีกว่า

กระบวนการปฏิบัติงานได้รับการปรับปรุง โดยผ่านกระบวนการออกแบบใหม่ – นำไปปฏิบัติ- ทบทวนอยู่เสมอ จนทำให้สามารถทำนายระดับ คุณภาพของผลการทำงานที่ส่งมอบให้กระบวนงาน ถัดไปหรือลูกค้าได้ค่อนข้างแม่นยำ พนักงานทำงาน เป็นทีมและเรียนรู้ร่วมกันโดยยึดถือกระบวนการเป็น ศูนย์กลาง

  • ระดับ6. วางแผนเพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขัน

กระบวนการปฏิบัติงานได้รับการปรับปรุง อย่างต่อเนื่องอันเป็นผลจากการเรียนรู้ในระดับองค์กร คุณภาพ ต้นทุน และ รอบเวลาของ กระบวนการ ได้รับการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจนถึง ระดับเป็นผู้นำหน้าในธุรกิจ

  • ระดับ7. วางแผนเพื่ออนาคตที่ไม่รู้จบ

สามารถคาดการณ์ความต้องการของ ตลาดได้แม่นยำ นำมาสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ๆให้แก่ ลูกค้า ด้วยการพัฒนา – ผลิต- ส่งมอบสินค้าและบริการ ที่มีนวัตกรรมเหนือความคาดหวังของลูกค้า เป็นผู้นำ และเป็นต้นแบบให้แก่บริษัทอื่นๆ

ประเด็นในการตรวจประเมิน มีดังนี้

  • มีการพิจารณากำหนดวัตถุประสงค์อย่างไร
  • เมื่อมีวัตถุประสงค์ประกาศออกมา ท่านทราบและเข้าใจได้อย่างไร
  • มีวัตถุประสงค์อะไรที่บรรลุ อะไรที่ไม่บรรลุ
  • มีแผนงาน วิธีการอะไร บ้างที่ช่วยทำให้บรรลุวัตถุประสงค์
  • มีหลักฐานอะไรบ้างที่แสดงให้เห็นถึงบรรลุวัตถุประสงค์

ประโยชน์ที่ได้รับภายในองค์กร

  • มีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบยิ่งขึ้น 
  • มีคุณภาพสินค้าที่ดีขึ้น 
  • ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากของเสียได้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานดีขึ้น 
  • มีระบบเอกสารที่ดีขึ้น

ประโยชน์ที่ได้รับภายนอกองค์กร

  • ลูกค้าเกิดความมั่นใจในสินค้าและบริการ 
  • ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่าย 
  • เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า 
  • สร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า 
  • เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน


อ้างอิงจาก

–  http://www.nqa.com/th/atozservices/article.asp?SECTION=261&ARTICLE=218

–  http://www.training.moodyinfo.com/index.php/iso-article/348-2010-01-29-02-19-53.html

–  http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=4335796a620a5a19

–  http://www.rachvipamri.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538884842&Ntype=2

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s