ข่าวเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น(21 มีนาคม 2554)

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ญี่ปุ่น ได้ประกาศยกระดับความรุนแรงทางนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ ไดอิจิ จากระดับ 4 เป็นระดับ 5 แล้ว จากทั้งหมด 0 – 7 ระดับ ทั้งนี้ เป็นไปตามสภาพความเสียหายของเตาปฏิกรณ์ และปริมาณรังสีในบริเวณข้างเคียง

โดย ระดับ 5 หมายถึง อุบัติเหตุที่มีผลกระทบต่อภายนอกโรงงาน ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อสถานปฏิบัติการนิวเคลียร์ หรือมีการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีออกสู่ภายนอก ในระดับเทียบเท่ากับกัมมันตภาพของไอโอดีน-131 ในช่วง 100-1,000 เทระเบ็กเคอเรล ทำให้ต้องมีการใช้แผนฉุกเฉินบางส่วน  ขณะที่สำนักงานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น เผย พบกลุ่มควันออกมาจากอาคารคลุมเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หมายเลข 2 ที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ – ไดอิจิ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า อาจมาจากบ่อเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว หรือจากการระเบิดในแหล่งเก็บน้ำระบายความร้อนฉุกเฉิน  สำหรับ โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ – ไดอิจิ มีพนักงานในโรงไฟฟ้าถึง 5,000 คน แต่ทางด้าน “เทปโก” ไม่ได้เปิดเผยว่าในตอนนี้ มีพนักงานกี่คน ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ แต่มีการคาดการณ์ว่า น่าจะมีพนักงานปฏิบัติงานอยู่ 70 คน

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ หรือ เทปโก จะทำการฟื้นฟูระบบเครื่องหล่อเย็น ในวัน19 มีนาคม จากการดึงสายไฟจากข้างนอกเข้าไปเชื่อมต่อกับแผงวงจรไฟฟ้าของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ – ไดอิจิ โดยยืนยันว่า หลังจากการเชื่อมต่อสายไฟเข้ากับแผงวงจรแล้ว ก็จะสามารรถปล่อยกระแสไฟได้ปกติ และจะสามารถเปิดใช้ระบบหล่อเย็นได้อีกครั้ง  ส่วนการเชื่อมต่อกระแสไฟกับ เตาปฏิกรณ์ที่ 1, 3 และ 4 คาดว่าน่าจะสามารถดำเนินการได้ในสุดสัปดาห์นี้ หลังระบบหล่อเย็นขัดข้อง จากผลกระทบของเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา  พร้อมกันนี้ วิศวกรด้านนิวเคลียร์ของเทปโก ยอมรับว่า การสร้างสิ่งห่อหุ้มขนาดใหญ่ ที่ทำด้วยคอนกรีต คลุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่อยู่ในสภาพใช้การไม่ได้ อาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่สามารถหยุดยั้งการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีได้ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่เคยใช้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล เมื่อปี 1986 และยังมีความหวังว่าจะสามารถแก้วิกฤติด้วยการเดินกระแสไฟที่เครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 2 ได้ เพื่อให้ระบบหล่อเย็นกลับมาทำงานอีกครั้ง  ส่วนภารกิจการระดมฉีดน้ำใส่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว พบว่าได้รับความเสียหายมากที่สุดจากทั้งสิ้น 6 เตา โดยใช้น้ำทั้งสิ้น 50 ตัน ซึ่งเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ปริมาณน้ำส่วนใหญ่ได้เข้าไปภายในเตาปฏิกรณ์ เนื่องจากพบว่า ระดับสารกัมมันตรังสี บริเวณเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ลดลง ส่วนค่าสารกัมมันตรังสี บริเวณเตาปฏิกรณ์ที่ 3 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิจิ ในช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 3,484 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง เหลือ 3,339 ไมโครซีเวิร์ตต่อชั่วโมง

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบกัมมันตภาพรังสีในระดับไม่ปกติ ในระบบน้ำประปาของกรุงโตเกียว รวมถึงในจังหวัดภาคกลาง อาทิ จังหวัดกุนมะ, โตชิงิ, ไซตามะ, ชิบะ และนาอิกาตะ
ทั้งนี้ ทางการกำลังเฝ้าติดตามตรวจสอบความเข้มข้นของสารกัมมันตรังสีอย่างใกล้ชิด หลังจากพบสารกัมมันตรังสีในผลิตภัณฑ์นม และผักโขม มาก่อนหน้านี้ ที่จังหวัดฟุกุชิมะ และ อิบารากิ ซึ่งอยู่ให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่มีการระเบิดและรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี นับตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา

นายยูกิโอะ เอดาโนะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในฐานะโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นจะต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ อย่างถาวรแน่นอน หลังจากแก้ปัญหาการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีได้แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวพยายามควบคุมความร้อนของเตาปฏิกรณ์ โดยการฉีดน้ำทะเลควบคุม ส่งผลให้อุปกรณ์บางชิ้นได้รับความเสียหาย จนไม่สามารถใช้การได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปิดตายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้  ทั้งนี้ ยังไม่อาจยืนยันได้ว่า จะสามารถหยุดการรั่วไหล หรือกอบกู้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้เมื่อใด แต่เจ้าหน้าที่ยังคงพยายามทำงานอย่างหนัก และยืนยันที่จะปิดโรงงานถาวรภายหลังจากนี้  ขณะที่ทางทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เปิดเผยว่า สามารถควบคุมความร้อนจากเตาปฏิกรณ์หมายเลข 5 และ 6 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิจิ ทำให้อุณหภูมิในเตาปฏิกรณ์ลดลงอย่างต่อเนื่องจนเกือบเป็นปกติ  ส่วนเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1-4 ยังอยู่ในสภาพที่ไม่น่าไว้วางใจเท่าไรนัก เพราะการติดตั้งระบบหล่อเย็นยังคงเป็นปัญหา รวมทั้ง ยังไม่รู้ว่า ระดับน้ำและอุณหภูมิภายในบ่อเก็บแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว มีปริมาณแค่ไหน  สำหรับระดับสารกัมมันตรังสี ของกรุงโตเกียวและเมืองใหญ่ทั่วญี่ปุ่น ยังไม่เปลี่ยนแปลงในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยอยู่ในระดับต่ำและไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์

ขณะที่สาธารณสุขตรวจพบสารกัมมันตรังสีระดับสูงกว่าปกติในผัก 2 ชนิด  คือ  ต้นคาโนลา  และ  เบญจมาศเขียวหลังจากพบในผักขมและถั่วในก่อนหน้านี้ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าอาหารบางอย่างได้ถูกจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดแล้ว  ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นได้สั่งยุติการส่งนมออกจากจังหวัดฟุกุชิมา  หลังจากมีการตรวจพบการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีในนมของฟาร์มทั้ง 4 แห่งจากทั้งหมด 37 แห่ง

อ้างอิงจาก

–  http://www.thairath.co.th/content/oversea/157486
–  http://hilight.kapook.com/view/57087

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s